ทำยังไงให้เปลี่ยนพฤติกรรมการกินได้จริง?

บีมได้รับคำถามนี้จากหลาย ๆ คนค่ะว่า ทำยังไงถึงจะเลิกนิสัยการกินที่ไม่ดีแบบเดิม ๆ ได้ ทำยังไงถึงจะเลิกกินของที่รู้ว่าไม่ดีและทำให้สิวขึ้นได้ ทำยังไงถึงจะเปลี่ยนนิสัยการกินใหม่ได้จริงๆ?

บีมตอบจากประสบการณ์ในการเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ของตัวเองนะคะ

นิสัยการกินก่อนปรับพฤติกรรม

นิสัยการกินเมื่อก่อน ตอนที่ยังไม่รู้ว่าอาหารมีความสัมพันธ์กับสิวที่เป็นเรื้อรัง พฤติกรรมการกินของบีมเป็นแบบนี้ค่ะ

  • อยากดูมีเนื้อมีหนัง ก็เลยมักกินอาหารที่เชื่อว่าจะทำให้ตัวเองอ้วนขึ้น เพราะเป็นคนที่รูปร่างเล็กและผอมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว บางทีรู้สึกผอมไป อยากดูมีเนื้อมีหนัง ดูเป็นผู้หญิงบ้าง ตั้งแต่ชั้นมัธยมเป็นต้นมา บีมเลือกอาหารการกินเองเพราะเรียนไกลบ้าน อยู่หอพักกับเพื่อน ๆ ด้วยความเชื่อนี้ บีมจะกินขนม แป้ง ของทอด และพวกขอบชีส พวกนี้คือกินบ่อยค่ะ เพราะอยากดูมีเนื้อขึ้น และเป็นคนชอบหมูทอดข้าวเหนียวมากกกก เรียกว่าติดค่ะ และติดแป้ง ติดขนมมาก ๆ เรียกว่าต้องเสพกันเลยทีเดียว
  • อยากสูง ก็เลยดื่มนมวัวและกินไก่ทอด K เยอะมาก นมวัวดื่มทุกวัน ไก่ทอด (บวกเฟรนช์ฟรายสัปดาห์ละครั้ง) นมวัวนี่ดื่มทุกครั้ง ท้องไส้ปั่นป่วนทุกครั้ง แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองไม่มีน้ำย่อยนม เลยดื่มต่อไปค่ะ จนอายุ 15 ก็ไม่อัดนมวัวแล้วเพราะรู้ว่าคงไม่สูงไปกว่านั้นแล้ว แต่ก็ดื่มมาตลอดแบบนาน ๆ ที อยากดื่มก็ดื่ม หรือมันจะผสมในเครื่องดื่มต่าง ๆ ก็ไม่ได้สนใจค่ะ เพราะไม่รู้ว่านั่นคือสาเหตุของสิวของเรา
  • ติดอาหารขยะ ติดพวกขนมถุงอย่างมันฝรั่ง L ค่อนข้างมาก และก็ชอบกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาก กินตลอดค่ะ อยากช่วยแม่ประหยัดเงินด้วย และมันก็อร่อยด้วย เพื่อนก็กินด้วย พากันกินไปเลย
  • ความชอบส่วนตัว คือ เป็นคนชอบทานอาหารรสเปรี้ยว รสแซ่บ ซึ่งมันทำให้ธาตุไฟเยอะไป เหตุนี้จึงทำให้เป็นสิวไม่หยุดหย่อนนั่นเอง (ธาตุพื้นฐานบีมคือ ไฟล้วน ๆ ตามแนวแพทย์แผนไทยและอายุรเวทค่ะ) รสชาตินี้คนไทยส่วนใหญ่ก็คงชอบกันอยู่แล้ว เพราะตามหลักธรรมชาติ คนเรามักจะชอบทานหรือทำอะไรที่จะทำให้ธาตุพื้นฐานหรือลักษณะพื้นฐานของตัวเองมันมีเพิ่มขึ้นค่ะ อันนี้ถ้าเราไม่ปรับสมดุล คือ เราจะมีภาวะเสียสมดุลและป่วยได้นั่นเอง เรื่องนี้ไม่ได้เรียนกันตั้งแต่เล็ก ๆ เพราะเมื่อก่อน ความรู้เรื่องสุขภาพไม่ได้มีมากขนาดวันนี้ค่ะ คุณพ่อคุณแม่ของเราเองก็ไม่ได้ทราบจุดนี้ ดังนั้น จึงทำให้เราไม่รู้ว่าจะต้องดูแลตัวเองด้วยการปรับสมดุลนะ ซึ่งท่านเองก็ไม่ได้ผิดนะคะ มันไม่มีใครรู้แค่นั้นเอง (วันนี้รู้แล้ว เราก็มาปรับค่ะ) ถ้าท่านรู้ ท่านต้องสอนและบอกเราแน่นอนค่ะ เพราะท่านก็รักเรามาก ๆ
  • กินนอนไม่เคยเป็นเวลา กินดึกบ่อยมากกก ข้าวเช้าไม่ทันกินก็บ่อย สมัยเรียน จะเป็นเด็กเรียนที่ Study Hard, Play Hard คือ ทำมันสุดทุกอย่าง ใช้พลังเยอะมากกับการเรียน การเล่น คือ Explore ชีวิตแบบสุด ๆ ค่ะ และด้วยความเป็นเด็กหอ อิสระเรามีเยอะ เรื่องเล่นคือเต็มที่ กิจกรรมเต็มที่ แต่การเรียนไม่ให้เสีย มันทำให้เป็นเด็กมัธยมที่นอนดึกมาก เกิน 4 ทุ่มตลอด แต่เมื่อก่อนไม่ได้มีมือถือเหมือนทุกวันนี้ แต่ก็มีอินเตอร์เน็ตให้ไปเล่นตามร้าน ราคาไม่แพงค่ะ ชั่วโมงละ 10 บาท ไปตลอด ตอนมหาลัย ก็หลายสิ่ง คือเป็นคนนอนดึก กินดึก ที่หอพักมี 7-11 หิวดึก ๆ ก็เข้า 7-11 ค่ะ ราว ๆ นี้
  • เป็นคนไม่กินผัก แต่ผลไม้กินตลอดเพราะชอบ เป็นเด็กที่ไม่กินผักตั้งแต่เล็ก ๆ จำได้ว่าไม่ชอบแตงกวาที่มันขม ๆ (เพราะเราดันเจอแตงกวาหรือผักที่ไม่อร่อยตั้งแต่เล็ก ๆ ซึ่งต่างกับผักออร์แกนิค ปลอดสาร มันจะกรอบอร่อยเนาะ สมัยนี้มันเยอะกว่าค่ะ เด็กมีโอกาสได้กินผักอร่อย ๆ มากกว่า) เลยเกลียดผักไปเลยตั้งแต่เล็ก ๆ คือ คิดว่าการกินผักชีนิดหน่อยในข้าวมันไก่ ถือว่าเป็นการกินผักละ 555 แบบนั้นจริง ๆ ค่ะ พอโตมา รู้ว่ากินผักน่ะดี แต่ไม่เคยกินเยอะ ๆ ไม่ค่อยกินสด กินที่อยู่ในอาหาร และคิดว่าพอแล้ว (จริง ๆ มันไม่ใช่เลย!) ก็ถือว่า กินผักน้อยมากกกก แต่เป็นคนที่ไม่มีปัญหาท้องผูกเลย ส่วนใหญ่ท้องเสียสลับกับปวดท้อง ซึ่งมารู้ตอนหลังว่าน่าจะเป็นอาการของลำไส้แปรปรวนและลำไส้รั่วค่ะ พอปรับเรื่องอาหารได้ ลำไส้ดีแล้ว สิวก็เลยหายด้วย

นั่นคือพฤติกรรมการกินหลัก ๆ ของบีมที่ทำมาตลอดจนถึงเดือนสิงหาคม 2552 ที่ได้เร่ิมศึกษาโมเดลการรักษาสิวด้วยแนวธรรมชาติจากต่างประเทศ ก็พอเข้าใจหลักและทดลองปรับเปลี่ยนตั้งแต่นั้นมาค่ะ จนวันนี้เข้าใจจริง ๆ และได้ผลจริง ๆ แล้ว ซึ่งบีมได้ถ่ายทอดไว้แล้วในหนังสืออาหารเปลี่ยนสิวนะคะ สามารถศึกษาจากในนั้นได้เลยเป็นหลักพื้นฐานในการกินที่บีมใช้จริงมาถึงทุกวันนี้ค่ะ ซึ่งถ้าคุณจับหลักได้แล้ว หลังจากนั้นก็จะไปต่อยอดได้เองเลยทั้งจากการทดลองเองและศึกษาเพิ่มเติมค่ะ หนังสือเล่มนี้จะทำให้คุณจับหลักและรู้ทิศทางที่มันถูกต้องก่อน ถ้าอยากสิวหายจริง ต้องเริ่มจากเล่มนี้ล่ะค่ะ บีมสรุปใจความสำคัญให้หมดแล้ว ไปดูรายละเอียดกันได้ค่ะ

แล้วบีมปรับพฤติกรรมการกินให้สำเร็จได้อย่างไร?

บีมมองว่า มันอยู่ที่ “เหตุผลหรือ WHY” ของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมค่ะ ถ้าการเปลี่ยนแปลงนั้นมันสำคัญมากพอ มนุษย์เราจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ซึ่งสิ่งนั้นมาเอง ไม่มีอะไรที่มนุษย์จะทำไม่ได้ ถ้าเขาต้องการมันจริง ๆ จริงไหมคะ?

คุณลองสำรวจชีวิตที่ผ่านมาดูค่ะ ว่ามีอะไรบ้างที่คุณต้องการจริง ๆ แล้วทำไม่ได้? (ยกเว้นแต่ว่าคุณมีความเชื่อและเสียงเล็ก ๆ ที่ขัดขวางคุณไม่รู้ตัวอยู่ตลอดเวลาเล่นอยู่ภายในให้คุณได้ยิน)

เหตุผลของบีมในการปรับอาหารแต่ละช่วง แตกต่างกันไปดังนี้ค่ะ

  • ช่วงต้น (พ.ศ. 2552 – 2553) ตอนนั้นแค่อยากรักษาสิวตัวเองให้หายขาด โดยอยากรักษาไปที่รากของสิว รักษาที่ต้นตอ และพอดีว่าได้ผลการทดลองในทางที่ดีมาก WOW มากตั้งแต่วันแรกที่ทำ เลยรู้ว่ามันต้องใช่แน่ เลยทำมาต่อเนื่องแบบตั้งใจมาก จนสิวหายไปจริง ๆ ภายในเวลาไม่ถึงปี
  • ช่วงต่อมา (พ.ศ. 2554 – 2556) ช่วงนี้เร่ิมทำงานหนักมากเพราะงานขยายตัวมาก ทำให้เกิดความเครียดสะสม ประกอบกับมีลูกเล็ก 2 คน ทำให้เวลาพักผ่อนไม่ค่อยมี แต่ตอนนั้นอายุยังไม่ถึง 30 ปี เลยเหมือนมีแรงเยอะอยู่ และคิดว่าใช้อาหารเสริมที่ตัวเองขายช่วย แต่เรื่องอาหาร ออกกำลังกาย และนั่งสมาธิ ดร็อปไปเยอะมาก เลยเป็นสาเหตุของสิวอีกระลอก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนวกรามคาง ซึ่งมารู้ตอนหลังว่าเป็นสิวจากความเครียด แต่ข้อดีของช่วงนี้คือ จะทานอาหารเสริมและสมุนไพรเยอะค่ะ เพราะเชื่อว่ามันจะช่วยพยุงและทำให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่ดีได้แม้ทำงานหนัก ซึ่งทำให้ได้เรียนรู้และเข้าใจว่า มันไม่ใช่วิธีคิดและวิธีการที่ถูกต้อง และไม่ได้ยั่งยืน เพราะเห็นจากหงอกที่ขึ้นตอนอายุ 30 ต้น ๆ และหมอแมะบอกว่าใช้พลังชี่จากไตไปเยอะ เอาพลังอนาคตมาใช้ ตอนนั้นเร่ิมคิดได้ว่ามันไม่ใช่ และไม่อยากตายก่อนลูกโต (พลังชี่คือพลังชีวิตของเราเองค่ะ ถ้ามันหายไป คือ จะป่วย อ่อนแรง และตายนั่นเอง) ก็เลยเริ่มตั้งปฏิญาณกับตัวเองว่า ต้องนอน 4 ทุ่ม ต้องพักให้เยอะ Slow เรื่องงาน ได้แค่ไหนแค่นั้น ตอนทำก็ให้เต็มที่ แต่เราต้องพักผ่อนให้มากเพื่อเซฟพลังชี่ตัวนี้ไว้ให้ได้นานที่สุด (แรงบันดาลใจและ WHY คือ อยากมีชีวิตจนเห็นลูกโตก่อน)
  • ช่วงหลัง (พ.ศ. 2557 – ปัจจุบัน) พอเริ่มคิดได้แบบนั้น ก็เลยกลับลำหันมาดูแลพื้นฐานการกิน การนอน การพักผ่อน ทุกอะไรให้ช้าลง ให้สมดุลมากขึ้น เพราะ รักษาพลังชี่เอาไว้ให้ได้มากที่สุด คือ กลับมาที่เบสิคตอนที่เร่ิมต้นดูแลตัวเองเพื่อรักษาสิว แต่ด้วยลูกยังเล็ก ๆ และเลี้ยงกันเองกับสามี (ซึ่งจะมีคนช่วยเลี้ยงเหมือนกันค่ะ แต่หลัก ๆ ก็ต้องการดูแลเขาเองให้มากที่สุด เพราะรู้ว่าช่วงเด็กถึง 7 ปี คือ พื้นฐานสำคัญของพลังงานและจิตใจของเขา ต้องใกล้ชิดเขาให้มากที่สุด ทั้งบีมกับสามีตัดสินใจที่จะเอาลูกไว้ก่อน ถึงแม้จะมีภาระหนี้สินมากมาย ซึ่งอาจถึงขั้นต้องแยกกันทำงานคนละประเทศ แต่เราต้องการดูแลลูกด้วยกัน เราก็ต้องปรับแผนงานเพื่อให้เข้ากับเป้าหมายตรงนี้ มันอาจจะช้าแต่มันได้ผลดีกับลูกของเราเองที่ทำให้เขาเป็นเด็กที่มีพื้นฐานจิตใจและพลังงานที่ดีมากในวันนี้ค่ะ

และในช่วงหลังนี้ WHY ของบีมมี 3 ข้อใหญ่ ๆ ในเรื่องอาหาร

  1. บีมต้องการเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้ติดตาม เพราะบีมคิดว่าทุกคนจะมีกำลังใจในการรักษาสิวถ้าบีมหน้าใสให้เขาเห็นเป็นตัวอย่างจริง ซึ่งบีมต้องการทำงานด้วยความซื่อสัตย์ คือ บีมต้องเปลี่ยนแปลงด้วยวิธีการของบีมจริง ๆ ไม่ใช่การที่ไปใช้วิธีอื่น ๆ เพื่อให้หน้าใสแล้วมาบอกกับผู้ติดตามว่า ด้วยวิธีนี้ บีมจึงหน้าใส ถ้าแบบนั้นบีมจะไม่มีพลังในการทำงานหรือการส่งงานออกไปค่ะ และอย่างที่บอกเลยก็คือ รู้แล้วว่าการใช้อาหารเสริมและสมุนไพรมาก ๆ มันไม่ใช่ความยั่งยืน มันต้องกลับมาเบสิคเรื่องอาหารที่ทานทุกวัน เป็นอาหารแท้ อาหารสด ให้ได้มากที่สุด ก็เลยกลับมาเน้นการทานอาหารจริง ๆ ที่มีประโยชน์แทน
  2. บีมต้องการบรรลุเป้าหมายของตัวเอง ซึ่งตัวบีมเองรู้ว่ากายและใจนี้เปลี่ยนแปลงได้แน่นอนถ้าเราดูแลเขาอย่างถูกต้อง ถ้าเราสะอาดในทุก ๆ ส่วนที่ประกอบเป็นเรา ไม่ว่าจะกาย ใจ จิตวิญญาณ สิวก็จะไม่มี และบีมรักษาความฝันและความหวังไว้เสมอว่า สักวันจะต้องมีผิวที่ใสและเรียบเนียนได้จริง ๆ
  3. บีมต้องการบรรลุเป้าหมายทางการเงินและประสบความสำเร็จในชีวิตอีกครั้ง การเงินและการงานที่เจอความท้าทายอย่างสูงตั้งแต่ธุรกิจตัวแรกมีปัญหา ทำให้บีมหมดแรงหมดกำลังอย่างมาก จนถึงขั้นคิดจะฆ่าตัวตายมาแล้ว แต่แรงบันดาลใจคือลูกที่ทำให้ลุกขึ้นสู้ เพราะคิดว่า ถ้าเราเลือกการฆ่าตัวตาย ก็คงเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้ลูกแน่ ๆ อยากให้ลูกได้เห็นตัวอย่างที่ดีว่า เวลาที่เจอปัญหาหนัก ๆ เราจะต้องทำอย่างไร เราต้องรักษาชีวิตก่อนและค่อย ๆ แก้ปัญหาไป คือ คิดแบบนี้ หลังจากนั้นก็หาหนทางมาเรื่อย ๆ พยายามกอบกู้พลังมาหลาย ๆ วิธีที่ได้ไปเห็นไปรู้มาทั้งหมดในเรื่องของจิตใต้สำนึก ดูดวง และสายไสยศาสตร์ฯลฯ แต่…สุดท้ายบีมกลับพบว่า วิธีที่จะมีพลังกลับมาได้จริง ๆ คือ การกลับมาซ่อมร่างกายของเราแค่นั้นเองค่ะ ง่ายมาก คือ แก้กายก่อน แล้วใจกับพลังจะกลับมาเอง และพบว่าการอดอาหารและการทานอาหารที่ถูกต้อง เหมาะกับร่างกายนั้น สามารถช่วยให้เราเจอทางแก้ปัญหาที่มาจากภายในเราเองด้วย ที่พบว่าพอทำแล้วได้ผลดีมากกว่าการไป copy วิธีการของคนอื่นมาใช้ตรง ๆ ค่ะ คือ มันต้องมีความชัดเจนที่ภายในก่อน แล้วเราค่อยไปหาวิธีหรือแนวทางที่สอดคล้องกับวิธีของเราจากคนอื่น ๆ นั่นเองค่ะ ซึ่งการที่เราจะได้รับข้อมูลจากภายในเราชัด การปรับพฤติกรรมเรื่องอาหารสำคัญมากที่สุด เพราะอาหารจะกลายมาเป็นพลังและตัวเราโดยตรง ซึ่งเมื่อร่างกายของเรายิ่งเบาเท่าไหร่ ความแจ่มชัดในการรับรู้ปัญญาภายในและญาณทัศนะจะมีเพิ่มขึ้นมาก ๆ ดังนั้นการอดอาหารและการทานอาหารเบา ๆ เป็นประจำในกลุ่มพืชผัก ธัญพืช จึงช่วยได้มากในเรื่องของการใช้ชีวิตให้ถูกต้องสำหรับเราเองและพบวิธีแก้ปัญหาที่ใช่สำหรับเราเองค่ะ

ดังนั้น WHY ทั้ง 3 ตัวนี้ จึงเป็นตัวขับเคลื่อนให้บีมเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองด้านการกินได้สำเร็จนั่นเอง

สรุปส่งท้าย

ดังนั้น วันนี้คุณต้องถามตัวเองก่อนว่า คุณต้องการเปลี่ยนอาหารไปเพื่ออะไร?

ถ้า WHY ของคุณมันชัดเจนและใหญ่มากพอที่คุ้มค่าที่จะเปลี่ยน คุณจะเปลี่ยนได้เองล่ะค่ะ

เหมือนที่หลาย ๆ คนเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เพราะ หุ่นเดิมที่อ้วนทำให้แฟนจากไป เขาอยากเอาชนะตัวเอง เขาอยากที่จะรู้สึกมีคุณค่ากลับมา ทำให้เขาทำได้ แบบนี้เป็นต้น

ซึ่งไม่ว่า WHY ของคุณจะเป็นอะไรก็ตาม … ลองนั่งนิ่ง ๆ ในตอนเช้าหลังตื่นนอน

แล้วถามตัวเองดูสิว่า มันเป็นเหตุผลที่มากพอ สำคัญพอหรือยังถ้าคุณจะลงทุนลงแรงในการเปลี่ยนแปลงค่ะ

นั่นล่ะค่ะ…แรงขับเคลื่อนสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง

WHY ต้องใหญ่และมีแรงจูงใจมากพอ!

ขอให้คุณได้เจอ WHY นั้นเร็ว ๆ นะคะ

ด้วยรัก

ครูบีม 🙂

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.