อัพเดท 24 ก.ค. 64 : บีม กับ โยคะหัวเราะ

โยคะหัวเราะ เป็นศาสตร์ที่บีมได้รู้จักเมื่อประมาณช่วงปี พ.ศ. 2561 จากหนังสือ โยคะหัวเราะ ของ อจ.วินเนอร์ ซึ่งบีมได้เจอเล่มนี้ที่ร้านหนังสือ B2S เซ็นทรัลเชียงราย แต่ก็ยังไม่คิดจะฝึกเพราะอ่านแล้วรู้สึกว่ามันแปลกและคงทำไม่ได้ ต่อมาไม่นาน ก็ได้มารู้จักครูผู้สอนซึ่งท่านอยู่ที่เชียงรายเหมือนกัน คือ ครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง โดยการแนะนำของแพทย์แผนไทย พัชริดา แก้วประภา เพื่อนรุ่นน้องที่ได้ไปเข้าคอร์สของท่านที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงมาและประทับใจในผลลัพธ์ของการเข้าร่วมกิจกรรม จึงได้แนะนำให้บีมได้รู้จักกับท่านค่ะ ซึ่งท่านเป็น Laughter Ambassador ด้วย เป็นจุดเริ่มต้นของการที่บีมได้รู้จักศาสตร์พลังงานบำบัดเป็นครั้งแรก ได้มีโอกาสเรียนรู้กับครูเก๋โดยตรงและจากงานของครูเก๋หลาย ๆ งาน จึงทำให้เข้าใจและมีผลลัพธ์จากการใช้ศาสตร์นี้ (พลังงานบำบัดคือเรียกโดยรวมนะคะ แต่จริง ๆ มันมีหลากหลายศาสตร์ย่อยในนั้นมากเลย แล้วแต่ครูอาจารย์ท่านใดจะถนัดอะไรค่ะ) จนสามารถฟื้นฟูพลังชีวิตกลับมาได้มากเลย ซึ่งมันหายไปตั้งแต่ตอนที่มีปัญหาธุรกิจและการเงินหนักหน่วง และเป็นโชคดีที่บีมได้พบครูที่เข้าใจศาสตร์นี้อย่างลึกซึ้งและเป็นผู้ใช้ศาสตร์เหล่านี้ซ่อมสุขภาพและชีวิตของตัวเองมาก่อนจริง จึงทำให้บีมเข้าใจที่แก่นของมันที่ถูกต้องได้เลย ไม่ต้องเสียเวลาไปเรียนอีกหลาย ๆ ที่เพื่อที่จะเข้าใจมัน

บีมได้เล่าเรื่องราวของโยคะหัวเราะไปแล้วในบล็อกนี้นะคะ ผู้อ่านสามารถค้นหาบทความได้ด้วยคำว่า “โยคะหัวเราะ” ในบล็อกนี้ได้เลยค่ะ สำหรับวันนี้ บีมจะมาอัพเดทว่าบีมยังใช้ศาสตร์นี้อยู่หรือไม่ค่ะ

เริ่มกันเลยนะคะ

ส่วนตัวบีมเองนั้น ตั้งแต่ที่ได้รับประสบการณ์การบำบัดด้วยโยคะหัวเราะประมาณเดือน ก.พ. 2562 (ซึ่งกว่าบีมจะยอมทำ บีมปฏิเสธวิธีนี้มานานมากเพราะรู้สึกว่ามันแปลกและไม่น่าจะเหมาะกับเราค่ะ แต่จะชอบวิธีอื่น ๆ ของครูเช่น โยคะนิทรา Crystal Bowl กระดิ่งลม แมนดาล่า ฯลฯ) บีมก็รู้สึกดีกับมันค่ะ อาจด้วยได้รับพลังจากมาสเตอร์โดยตรง ซึ่งครูเก๋ เป็นผู้ที่มีพลังในการบำบัดสูงและเป็นพลังบริสุทธิ์ มีวิธีการที่ถูกต้อง คือ ทุกอย่างมันลงตัว สิ่งที่บีมได้รับคือ การรีโปรแกรมใหม่ระหว่างที่หัวเราะ

ซึ่งตอนกลับไปบ้าน ตอนนั้นปัญหามันมีเหมือนเดิม แต่เราเหมือนมีเกราะบางอย่างที่ทำให้เราไม่รู้สึกดาวน์มากเท่าเดิม ก็เลยรู้ว่ามันต้องเป็นเพราะการได้มาปรับพลังงานกับครูแน่ ๆ (ก่อนจะโยคะหัวเราะ มันมีกระบวนการอื่น ๆ ที่ปูมาในวันก่อนหน้าด้วยค่ะ คือ มันทำงานร่วมกันแล้วมารีโปรแกรมใหม่ด้วยโยคะหัวเราะอีกที ซึ่งมันง่ายกว่าวิธีการรีโปรแกรมจิตอื่น ๆ ที่บีมได้เคยทำมาทั้งหมดตั้งแต่มีปัญหาชีวิตก่อนมาพบครู คือ ทำมาเยอะเหมือนกันค่ะ)

พอดีครูจะเปิดคอร์สสอนผู้นำโยคะหัวเราะ ซึ่งจะได้รับ Certification ด้วย บีมก็เลยลงเรียนค่ะ เพราะอยากรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับมันและจะได้เรียนรู้จากเพื่อนร่วมคลาสด้วย ซึ่งด้วยจำนวน 4 วันที่เรียนและทำ workshop จนเห็นผลลัพธ์ของเพื่อน ๆ บีมก็รู้สึกประทับใจในศาสตร์การซ่อมพลังงานของครู และหลังจากนั้นก็ได้เข้ากลุ่มลูกศิษย์และได้มีโอกาสช่วยงานของท่านและงานขับเคลื่อนโยคะหัวเราะไปด้วย

ตั้งแต่ที่ได้เข้าไปสัมผัสโลกแห่งโยคะหัวเราะ ซึ่งมีที่มาจาก ดร.มาดาน คาธาเรีย ผู้ก่อตั้งศาสตร์นี้และมหาวิทยาลัยโยคะหัวเราะในประเทศอินเดีย ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2538 และขยายไปทั่วโลกแล้วตอนนี้ บีมก็ได้เรียนรู้หลายอย่างและได้รับประสบการณ์มากมายจากการติดตามการทำงานของครูเก๋และได้ช่วยงานครูหลาย ๆ โปรเจ็ค ซึ่งมากกว่ามิติของโยคะหัวเราะ แต่คืองานเยียวยาและฟื้นฟูพลังชีวิตเลยค่ะ และช่วงเวลาที่ได้หัวเราะกับเพื่อน ๆ ก็มีความสุขมากจริง ๆ ค่ะ ก็เห็นว่าหลายชีวิตมีความสุขและมีพลังงานที่ดีกลับมาได้เพราะการหัวเราะนี่ล่ะค่ะ ง่ายและเร็วดีจริง ๆ

บีมก็ใช้ทุกศาสตร์ที่ได้เรียนมาดูแลตัวเอง ซึ่งตอนช่วงนั้น มีหลายอย่างที่ต้องเผชิญมากมาย หลายครั้งที่กดดันหนักมาก ทุกข์หนักมาก ก็ใช้ศาสตร์ที่เรียนมาจากครูที่พอจะทำเองได้ เช่นโยคะหัวเราะ แมนดาล่า ฯลฯ ช่วยให้ผ่านไปได้ค่ะ และประกอบกับช่วงนั้น ครูเก๋ได้ชวนมาศึกษาคัมภีร์ไบเบิ้ลด้วยค่ะ ก็ได้ลองเรียนรู้และปฏิบัติอยู่ประมาณปีนึง เรียนรู้อะไรที่เกี่ยวกับคริสต์เยอะมากจากหลายแหล่ง แต่ไม่ได้ไปโบสถ์ ทำเฉพาะการอธิษฐานอย่างเดียว ทั้งหมดที่บีมได้เรียนรู้ในตอนนั้น ก็ได้ช่วยให้บีมเข้าใจหลายอย่างในทางมิติจิตวิญญาณและพลังงานมากขึ้น มันยากที่จะอธิบายค่ะ แต่ก็ถือว่าได้เรียนรู้อะไรมากมายเลยทีเดียว และก็เหมือนได้มุมมองต่อชีวิตจากอีกเลนหนึ่งค่ะ เรียกได้ว่า ตอนนั้นผ่านมาได้ด้วยศาสตร์พลังงานบำบัด โยคะหัวเราะ และการอธิษฐาน เพราะ บีมทดลองไม่นั่งสมาธิเลย ซึ่งเราอยากทดลองดูว่ามันจะให้ผลอย่างไรค่ะ ก็พอจะเข้าใจ สุดท้ายสูตรที่ใช้ดูแลตัวเองก็คือ เราก็ปรับใช้การทำสมาธิร่วมด้วยในช่วงท้ายการทำโยคะหัวเราะเพื่อการ Grounding พลังงานให้สงบ แล้วค่อยอธิฐานต่อ ก็รู้สึกมีพลังและสงบดีค่ะ

จุดเปลี่ยนสำคัญ

แต่จุดเปลี่ยนอยู่ตอนที่บีมตั้งครรภ์ประมาณ ซึ่งรู้ช่วงปลายเดือนกรกฎาคม 2563 ค่ะ ไม่มีอาการอะไรบอกเลย ไม่แพ้เลย แต่พอรู้ปุ๊บ ก็เริ่มแพ้เลย 55 ตอนนั้นแพ้หนักมากค่ะ แต่ด้วยอายุครรภ์ที่ยังไม่ถึง 3 เดือน ยังไม่ควรทำโยคะหัวเราะ เพราะ โยคะหัวเราะนั้น จะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนอย่างมากในช่องท้อง ซึ่งดีต่อสุขภาพมาก แต่อาจส่งผลต่อน้อง อาจทำให้หลุดได้ กรณีที่เขายังเกาะกับผนังมดลูกไม่แน่นค่ะ (พอดีครูมีคอร์สสอนโยคะหัวเราะสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ค่ะ บีมเลยเข้าไปเรียนด้วย อยากให้ลูกอารมณ์ดี และได้พลังดี ๆ) บีมก็เลยทำอะไรเท่าที่ทำได้ โดยไม่ได้หัวเราะ (แต่ก็ฝึกหัวเราะในใจไปเบา ๆ แต่มันไม่ค่อยได้อารมณ์เลยค่ะ มันไม่เหมือนได้หัวเราะจริงๆ)

ความที่แสบท้อง อยากนอน กินอะไรก็ไม่ค่อยได้ และพอดีมีวันหนึ่งออกไปทำงานทั้งวัน เดินเยอะไปหน่อย ก็มีเลือดออกช่วงเย็น ไปพบคุณหมอ คือ รกเกาะต่ำ (อันนี้เราควบคุมไม่ได้ค่ะ) คุณหมอให้ฉีดยากันแท้งและให้นอนเฉย ๆ กับพักเยอะ ๆ ไปจนกว่าจะไม่มีเลือดออกแล้ว ซึ่งยานี้มีผลข้างเคียงอยู่มาก ยิ่งแสบท้องไปกันใหญ่ จำไม่ค่อยได้แล้วค่ะ แต่จำได้แค่ว่า นอนเป็นผักเลย เพราะ เรารู้ว่าทำงานเยอะก็ส่งผล มันจะปวดท้องค่ะ ก็ตั้งใจรักษาชีวิตลูกไว้ให้ได้มากที่สุด ก็ยอมที่จะไม่ทำงานเยอะ (ซึ่งตอนนั้นมันต้องทำเยอะค่ะ)

ช่วงนั้น หัวเราะไม่ได้เลยค่ะ เคยลองร่วมกิจกรรมหัวเราะกับเพื่อน ๆ ในซูม ทำเบา ๆ แล้วก็ยังมีเลือดออกนิด ๆ เลยคิดว่าพักไปดีกว่าค่ะ สิ่งที่ทำตอนนั้นก็คือพยายามทานสิ่งที่มีประโยชน์เท่าที่พอทานได้ กิจกรรมที่ช่วยให้ใจสบายที่มันไม่ต้องออกแรงก็พยายามทำค่ะ แต่รู้เลยว่า การนอนติดเตียงนั้น ร่างกายอืดมาก พลังดร็อปเยอะมาก แถมต้องเคลื่อนไหวช้า ๆ ตลอดเวลา เลยรู้สึกขอบคุณชีวิตปกติที่สามารถเดินเหินได้ปกติเลยค่ะ ร่างกายต้องการการขยับจริง ๆ เข้าใจผู้ป่วยติดเตียงเลย

รวมฉีดยากันแท้งกับนอนพักเยอะมากอยู่ประมาณ 4 สัปดาห์ (หมอบอกว่า ยาวนานไปนิดนึงนะ) อีกประมาณสัปดาห์อาการแพ้เริ่มหายค่ะ เพราะเข้าเดือน 4-5 แล้ว ก็เริ่มทานอะไรปกติได้มากขึ้น

ก่อนจะไปต่อ ขอสรุปก่อนว่า ในช่วงที่รู้ว่าตั้งครรภ์จนถึงช่วงหายแพ้นี้ บีมแทบไม่ได้หัวเราะเลย เพราะ มันสะเทือน หัวเราะแล้วมีเลือดออกค่ะ แม้จะทำเบา ๆ แล้วก็ตาม เลยเลี่ยงไปให้ได้มากที่สุด และไม่เดินทางไปไหนเลย ปกติจะต้องไปส่งลูกสาว 2 คนที่โรงเรียน บีมก็พักยาวเลย ไม่ได้ไปส่งและไม่ได้ออกไปไหนนอกจากไปพบหมอเลยค่ะ และไม่มีอะไรกับสามีเลยถึง 6 เดือนค่ะ (คนอ่านบล็อกนี้คงเป็นผู้ใหญ่หมดแล้วนะคะ 🙂 ก็เลยรู้สึกว่า มันน่าจะต้องมีทางเลือกในการดูแลสุขภาพแม่ตั้งครรภ์ในช่วง 3-4 เดือนแรกนี้ไหม เพราะ หัวเราะไม่ได้ แล้วถ้ามาเจอแบบบีมแบบนี้ จะต้องทำอย่างไร ซึ่งตอนนั้นบีมทำได้เพียงการอยู่เฉย ๆ ทานอาหารดีให้ได้มากที่สุด ทำงานเบา ๆ นั่งตากแดดทุกเช้า อยู่กับธรรมชาติที่บ้าน และการอธิษฐานค่ะ เพื่อส่งต่อพลังที่ดีให้กับลูก

และเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน บีมเสียน้องในเดือนที่ 5 ตั้งแต่จุดนั้นมา บีมหัวเราะไม่ออกเลยค่ะ มันหนักมากในความรู้สึกของบีม คือพยายามแล้วแต่มันทำไม่ได้ ทั้งที่เราก็ใช้มันมานาน ซึ่งตอนนั้นในใจของบีมรู้สึกสนใจในการสอนและคำสอนของท่าน Sadhguru (สามีพบ YouTube ของท่านก่อนและเราสองคนก็รู้สึกชอบในการสอนของท่านเหมือนกันค่ะ) บีมว่ามันเรียบง่ายและเข้าถึงแก่นเลย และทำให้บีมเข้าใจหลายอย่างที่ไม่เข้าใจมาก่อนเกี่ยวกับชีวิต

บีมดูของท่านไปหลายคลิปตามที่ตัวเองสนใจ ในคลิปนึงท่านพูดไว้ท้ายคลิปว่า ผู้เรียนคอร์ส Inner Engineering มีฟีดแบ็คว่ามันดีมาก ท่านก็อธิบายว่า เขาได้รับผลที่ดีนั้นเพราะอะไรค่ะ บีมก็เลยไปดูเพิ่มว่าคอร์สนี้เรียนอะไร อ่านแล้วดูราคาแล้ว ซึ่งตอนนั้นคือช่วง พ.ย. 2563 เขาให้ลงทะเบียนในราคาลด 50% จากปกติ เหลือเพียง 1,100 บาท และบุคลากรทางการแพทย์ฟรีค่ะ เพื่อช่วยเหลือในช่วงโควิดระบาด บีมไม่ลังเล ลงเลยค่ะ และนี่คือคอร์สที่เปลี่ยนชีวิตบีมอย่างมากอีกคอร์สนึงเลย (ซึ่งมีรีวิวไว้ให้แล้วในบล็อกนี้ล่ะค่ะ)

สิ่งที่บีมได้รับนั้น ได้ทั้งการดีท็อกซ์พลังงาน ปรับพลังงาน ปรับวิธีคิด ปรับจิตใจ คือ จูนคลื่นใหม่หมดเลย วิธีการสอนของท่านเรียบง่าย เข้าใจง่าย ทำให้บีมได้คำตอบเกี่ยวกับชีวิตที่ชัดเจนมาก และเอาสิ่งที่ท่านสอนมาทำต่อเนื่อง สรุปว่าที่ทุกข์ทรมานหลาย ๆ เรื่องรวมกันตอนนั้นมันมลายหายไปเยอะมากภายใน 2 สัปดาห์ บีมกลับมามีพลังในการทำงานและใช้ชีวิตแบบปกติได้อีกครั้งอย่างรวดเร็วค่ะ ประทับใจมาก

แต่ก็ต้องมาพบเหตุการณ์สะเทือนใจอีก เมื่อคุณพ่อจากไปกะทันหันช่วงเที่ยงวันที่ 2 ม.ค. 64 ทั้งที่พึ่งจะได้ทานข้าวด้วยกันตอนเช้าและกำลังเตรียมตัวจะออกไปทานข้าวเที่ยงด้วยกันเหมือนหลังปีใหม่ทุกครั้ง หลังงานศพ บีมก็ใช้วิธีของท่าน Sadhguru และฟังคำสอนเกี่ยวกับเรื่องความตายจากท่านและท่านติช นัท ฮันห์ หลายรอบ จนเริ่มเข้าใจ และบีมได้มีเขียนสรุปเรื่องนี้ไว้ในบล็อกนี้ด้วยเช่นกันค่ะ ก็ใช้วิธีที่ท่านสอนในการเยียวยาความเจ็บปวดของตัวเองร่วมกับการทำ TRE ไปด้วยค่ะ (ตอนจัดการอารมณ์ตกค้างเรื่องลูก ก็ใช้ TRE เช่นกันค่ะ เพราะหัวเราไม่ได้จริงๆ)

บีมได้เรียนรู้ทุกเรื่องที่สงสัยจากคลิปวิดีโอและบทความของท่าน และบีมมองท่านเป็นโมเดลในการทำงาน เพราะ ท่านสำเร็จในทุกสิ่งที่ทำ ในสเกลขนาดใหญ่ระดับโลก เป็นปราชญ์ที่ทำได้ดีมากในทุกบทบาท ทางโลกก็สำเร็จ ทางธรรมก็สำเร็จ งานที่ทำทุกอย่างก็สร้างผลงานที่ขยายตัวได้เร็วมาก มีอาสาสมัครทำงานให้ท่านจากท่ัวโลก ซึ่งก็มาจากนักเรียนที่ได้ผลลัพธ์จากการเรียนรู้จากคอร์สของท่านนี่ล่ะค่ะ ที่อยากจะช่วยส่งต่อสิ่งดี ๆ ที่เราได้รับให้กับเพื่อนมนุษย์ต่อด้วยใจบริสุทธิ์ที่อยากให้จริง ๆ

โดยบีมเป็นคนที่ถ้าทดลองอันไหน บีมจะทำแค่อันเดียวค่ะ เพื่อให้รู้ชัดเจนว่าผลลัพธ์ของสิ่งนั้น วิถีทางนั้นเป็นอย่างไรค่ะ ซึ่งนั่นหมายความว่า บีมไม่ได้ทำโยคะหัวเราะ ไม่ได้ใช้ศาสตร์พลังงานบำบัด (ยกเว้นพีระมิดออร์กอนของครู Katherina Bless ที่บีมยังใช้เพื่อปกป้องตัวเองและครอบครัวจากสัญญาณแม่เหล็กไฟฟ้าจากมือถือ แล็ปท็อป และคอมพิวเตอร์ ที่มีข้อมูลว่าทำให้สนามพลังงานของมนุษย์อ่อนแอค่ะ) และรู้สึกว่าได้เรียนรู้เกี่ยวกับคริสต์เพียงพอแล้ว (ครบ 1 ปี) จึงหยุดอ่านคัมภีร์ไบเบิ้ลและเลิกอธิษฐานมาตั้งแต่เดือน พ.ย.​2563 เป็นต้นมาค่ะ

ผลลัพธ์น้ัน บีมรู้สึกว่า บีมมีพลังภายในมากขึ้นจริง เข้าใจชีวิตและได้คำตอบของชีวิตมากขึ้นจริงจนเข้าใจเรื่องความว่างและอื่น ๆ ที่เคยไม่เข้าใจมาก่อน และทำให้บีมเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้า ZEN ท่านติช นัท ฮันห์ ท่านพุทธทาส ไบเบิ้ล พระเยซู มากขึ้นทุกวัน ซึ่งสุดท้ายแล้วก็เข้าใจในสิ่งที่ศาสดาและกูรูหลายท่านได้บอกและสอน หมายถึงสิ่งเดียวกันแต่อธิบายคนละมุม คนละแบบ เท่านั้นเองค่ะ บีมได้ผลจากการเรียนรู้และปฏิบัติตามแนวทางของท่าน Sadhguru จริง

สิ่งที่บอกได้ว่ามันได้ผลจริง คือ ความเบาสบายจากภายใน การทิ้งตัวตนได้จริง ๆ (และฝึกทิ้งทุกวัน วันละหลายเวลาอยู่ค่ะ คือ อันนี้ต้องฝึกต่อไปจนกว่าจะเป็นธรรมชาติ) การเป็นอิสระแต่เชื่อมโยงกับทุกสิ่ง มันเป็นภาวะที่เรียกว่า oneness ค่ะ ไม่มีตัวตนใด ๆ แต่เราเป็นหนึ่งเดียวกับทุกสิ่ง และ ทุกอย่างคือการเปลี่ยนแปลงรูปไปตามพลังงานเท่านั้น เหมือนที่ท่านติช นัท ฮันห์ สอนความตายให้กับเด็ก ๆ ว่า เหมือนคนที่เขารักและจากไป เขาไม่ได้ไปไหน เขาแค่เปลี่ยนเสื้อผ้าและฟอร์มเท่านั้นเอง

ซึ่งพอมันได้เข้าใจตรงนี้ เลยปรับวิธีการใช้ชีวิตมาเรื่อย ๆ การเปลี่ยนแปลงภายในเราเกิดขึ้นแล้ว ซึ่งเดี๋ยวภายนอกก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปเองค่ะ ซึ่งตอนนี้บีมจะดึงสติมาไว้ที่สภาวะของบีมเองมากกว่าเอาใจไปไว้ที่สิ่งแวดล้อม เพราะ เข้าใจแล้วว่า ทุกอย่างคือพลังงาน เรารับผิดชอบดูแลตัวเองให้ดีค่ะ พอคลื่นพลังเราดี ทุกสิ่งที่เราได้ไปสัมผัสเขาก็จะได้ไปด้วยเอง มันจะเหมือนไฟที่จุดติดกันไปเรื่อย ๆ ต้องเร่ิมจุดให้ตัวเองสว่างก่อน

สรุปส่งท้าย

บีมมองว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตของเราแต่ละช่วง มันเป็นสิ่งที่ดีอยู่แล้วค่ะ เพราะมันจะทำให้เราได้เรียนรู้บางสิ่งที่จำเป็นสำหรับช่วงนั้น เพื่อการต่อยอดและเติบโตต่อไปได้ (ถ้าเราสอบผ่าน)

ครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง สอนให้บีมได้เข้าใจพลังงานบำบัดอย่างถึงแก่นแท้จริง ประกอบกับคัมภีร์ไบเบิ้ลและการเรียนรู้เกี่ยวกับศาสนาคริสต์ และทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงนั้น ทำให้บีมเข้าใจอะไรเยอะมาก ๆ ถ้าเป็นการเดินทางภายในตามที่เรียกกัน บีมมองว่ามันเป็นช่วงจุดเปลี่ยนผ่านที่พีคมากจุดหนึ่ง

พอมาต่อยอดกับของท่าน Sadhguru ZEN ท่านติช นัท ฮันห์ ท่านพุทธทาส เลยทำให้เข้าใจ “ความจริง” จริง ๆ ซึ่งถ้าไม่ได้เรียนรู้บทเรียนของพลังงานบำบัด ไบเบิ้ล คำสอนพระเยซู และเจอปัญหาชีวิตแบบหนักหน่วงนั้นมาก่อน บีมอาจจะไม่เข้าใจคำสอนของท่านเหล่านี้ในเวลานี้ก็ได้ค่ะ

สำหรับโยคะหัวเราะ ตอนนี้บีมไม่ได้ทำแล้ว ตั้งแต่ที่บีมได้ฟังคลิปนี้เมื่อปลายปีที่แล้ว (พ.ศ. 2563) https://youtu.be/vJ4lFyunLoE ที่ท่าน Sadhguru พูดถึง Laughter Yoga เอาไว้ โดยสรุป ก็คือ การหัวเราะหรือความเบิกบาน (Joy) นั้นเป็นผล (consequence) ซึ่งเปรียบได้กับการที่เราจะปลูกดอกไม้สักดอกหนึ่ง เราจะต้องโฟกัสไปที่การสร้างเหตุที่ดี ดินดี น้ำดี อากาศดี พลังดี ดอกไม้ก็จะเบ่งบานสวยงาม ชีวิตก็เช่นกัน

จากจุดนั้น จึงทำให้บีมหันมาสร้างที่กระบวนการไปสู่ผลนั้นแทนโดยใช้วิธีของท่าน Sadhguru หลากหลายวิธีแทนค่ะ ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ผลดีกับตัวบีมมากเช่นกันค่ะ

แต่บีมเองในมุมมองของคนที่มีประสบการณ์ตรงที่ได้รับผลดีจากโยคะหัวเราะมาก่อน และเพื่อนพี่น้องผู้นำโยคะหัวเราะและผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากมายหลายคน บีมก็เห็นความเปลี่ยนแปลงของพวกเขาในทางที่ดีผ่านกระบวนการของโยคะหัวเราะในรูปแบบที่ครูเก๋สอนและจัดกิจกรรมค่ะ ดังนั้น บีมคิดว่าให้คุณเป็นผู้ที่ได้ทดลองและพิสูจน์ด้วยตัวเองจะดีที่สุดค่ะ บีมเพียงแค่นำข้อมูลเหล่านี้มาแบ่งปันเท่านั้นค่ะ เพราะงานของบีมคือการแบ่งปันประสบการณ์ชีวิตค่ะ บีมเพียงแค่ถ่ายทอดอย่างตรงไปตรงมาตามประสบการณ์จริงเพื่อให้คุณมีข้อมูลเพื่อการพิจารณาที่ครบถ้วนมากที่สุดเท่าที่บีมจะให้ได้

ซึ่งสิ่งที่ได้เรียนรู้มาทั้งหมด ได้ช่วยให้บีมได้รู้จักและสัมผัสกับสภาวะของความว่าง ได้คำตอบมากมายสำหรับคำถามที่เคยมีเกี่ยวกับชีวิตมาตั้งแต่เด็ก เรียกว่าเห็นชัดเจนแล้วเหลือแค่ฝึกฝนต่อไปจนกลายเป็นธรรมชาติของเราจริง ๆ และมันช่วยให้ใจเรายังปกติดีแม้ท่ามกลางสถานการณ์โลกเป็นแบบนี้

เมื่อมองย้อนกลับไปแล้ว บีมรู้สึกขอบคุณทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต ที่ให้บีมได้มีประสบการณ์มากมายและสุดท้ายให้เข้าใจชีวิตแท้จริงได้ในวันนี้ค่ะ และได้ความรู้สึกโล่ง ๆ เบา ๆ หัวเราะในใจได้ง่ายขึ้น ซึ่งทำให้เป็นคนที่หัวเราะได้ง่ายขึ้น เห็นและบ๊ายบายทุกข์ได้เร็วขึ้น ปรับพลังงานให้สมดุลได้เร็วขึ้นค่ะ

ขอบคุณทุกประสบการณ์ค่ะ และ บีมก็ยังคงศึกษาและปฏิบัติตามสิ่งที่ท่าน Sadhguru สอนต่อไปค่ะ ประกอบกับอ่านงานแนว ZEN และคำสอนท่านพุทธทาสด้วย แต่ไม่ยึดติดนะคะ เพราะคำสอนและวิธีปฏิบัติเป็นเพียงเครื่องมือสู่สภาวะว่างเท่าน้ันค่ะ และช่วยให้เรารู้ว่าเราจะใช้ชีวิตที่มีนี้ต่อไปอย่างไรบ้างค่ะ 🙂 ที่เลือกแนวทางนี้ ก็เพราะรู้สึกว่ามันตรงจริตและได้ผลดีกับตัวเองในตอนนี้ค่ะ

และท่านก็ไม่เคยบอกให้เราเชื่อท่าน และเราก็ไม่ควรเชื่อใครเพียงเพราะเขาเป็นครูด้วยค่ะ เราควรต้องมาพิจารณาเอง ทดลองเอง รับผิดชอบผลเอง ชีวิตเรา เราสร้างของเราเองทั้งนั้นค่ะ…อยู่แค่ว่า สร้างโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวแค่นั้นเอง ซึ่งที่วุ่นวายกันอยู่นี้ เพราะ สร้างแบบไม่รู้ตัวแค่นั้นเองล่ะค่ะ (live without consciousness)

และที่บีมบอกเล่าไปวันนี้ ก็ไม่ต้องเชื่อบีมค่ะ ถ้าคุณรู้สึกสนใจ ก็นำเอาไปพิจารณาและทดลองด้วยตัวคุณเองอีกทีค่ะ เพื่อให้คุณมีประสบการณ์กับมันจริง ๆ ค่ะ วิถีใคร วิถีมันค่ะ

วิถีที่ใช่ เราจะรู้สึกดีกับมันเอง

#บีมสิวซีเคร็ต
(ปรับปรุงแก้ไข วันที่ 27 ก.ค. 2564 เวลา 9.32 น.)

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.